Black Ribbon Top Right
ความเปลี่ยนแปลงความหมายของสิ่งแวดล้อมและการเคลื่อนไหวของภาคพลเมือง: จาก ธรรมชาติ ถึง สิทธิในการกำหนดอนาคต
ฟังด้วยเสียง
0:00 / 0:00

ความเปลี่ยนแปลงความหมายของสิ่งแวดล้อมและการเคลื่อนไหวของภาคพลเมือง: จาก ธรรมชาติ ถึง สิทธิในการกำหนดอนาคต

2 ต.ค. 69 234

ประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหว

เมื่อพูดถึงประวัติศาสตร์ของการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ก็มักจะเล่าเรื่องผ่านเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ว่า ปัญหาอะไรเกิดขึ้นที่ไหน ชาวบ้านกลุ่มใดลุกขึ้นต่อสู้ คนกลุ่มใครเข้ามาสนับสนุน และการต่อสู้นั้นประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวอย่างไร แต่หากเรามองประวัติศาสตร์เพียงเช่นนั้น ความสำคัญของการเคลื่อนไหวก็เลือนหายไป เพราะ “สิ่งแวดล้อม” ไม่ใช่สิ่งที่มีความหมายตายตัวอยู่เหนือกาลเวลา หากเป็นสิ่งที่ถูกสร้างความหมายขึ้นใหม่ภายใต้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความสัมพันธ์เชิงอำนาจในแต่ละช่วงเวลา 

ประวัติศาสตร์ของการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมจึงเป็นมากกว่าประวัติศาสตร์ของการต่อสู้เพื่อปกป้องธรรมชาติ หากเป็นประวัติศาสตร์ของ การสร้างและเปลี่ยนแปลงความหมายของธรรมชาติ พร้อมๆ กับการสร้างและเปลี่ยนแปลงความหมายของผู้คนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้  จากชาวบ้านผู้ปกป้องที่ทำกินมาสู่ผู้ได้รับผลกระทบ จากผู้ได้รับผลกระทบมาสู่ “ภาคประชาชน” และจากภาคประชาชนมาสู่ “พลเมือง” ผู้มีสิทธิร่วมกำหนดอนาคตของสังคม

        ธรรมชาติในฐานะ “ฐานชีวิต”

ในช่วงเวลาที่คำว่า “สิ่งแวดล้อม” ยังไม่ได้ถูกการยกระดับให้เป็นกรอบความคิดที่ครอบคลุมมิติความสัมพันธ์กับสังคมอย่างในปัจจุบัน  ป่า ทะเล ชายฝั่ง แม่น้ำ ที่ดิน ตลอดจนทรัพยากรต่างๆ ไม่ได้ดำรงอยู่ภายนอกชีวิตของผู้คน หากเป็นส่วนหนึ่งของระบบชีวิตทั้งหมด ทั้งการผลิต การดำรงชีพ ความสัมพันธ์ในชุมชน ความทรงจำ ความเชื่อ และความมั่นคงของชีวิต 

การที่ชาวบ้านลุกขึ้นต่อสู้/ต่อรองกับปัญหาที่มากระทบจึงไม่ได้ลุกขึ้นมาปกป้อง “สิ่งแวดล้อม” ในความหมายอย่างที่เข้าใจกันในปัจจุบัน หากแต่พวกเขาลุกขึ้นมาเพราะทะเลที่เคยหาปลากำลังถูกทำลาย ป่าที่เคยใช้ประโยชน์กำลังสูญหาย ที่ดินกำลังถูกช่วงชิง หรือแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงชุมชนกำลังเปลี่ยนแปลง กล่าวอีกอย่างหนึ่ง การปกป้องธรรมชาติในระยะแรกคือ การปกป้องเงื่อนไขของการมีชีวิต

ขอขอบพระคุณ  มูลนิธิภาคใต้สีเขียว และ มหาวิทยาลัยทักษิณ ที่ได้ร่วมจัดงาน “สานพลังเครือข่ายนักวิชาการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมภาคใต้ เพื่อยกระดับความรู้เชิงวิชาการให้เกิดคุณค่าและความเห็นร่วมสู่การรับใช้ชุมชน”  วันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๖๙  และผู้เขียนขอขอบพระคุณนักวิชาการจากหลายมหาวิทยาลัยในภาคใต้ที่ได้กรุณาให้ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมแก่ผู้เขียนอย่างมากมายและลึกซึ้ง  และขอตระหนักสำนึกในพันธกิจของทุกคนที่มี “ หัวใจ” ให้แก่วิชาการและสังคม

ผู้กระทำการในเวลานั้นจึงยังไม่ได้ปรากฏตัวในนาม “ประชาสังคม” หรือ “ภาคประชาชน” แต่เป็นชาวบ้าน กลุ่มอาชีพ ชุมชน และเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้นจากการดำรงชีวิตร่วมกัน “ความทุกข์จากการสูญเสียเงื่อนไขของชีวิต” ต่างหากที่ผลักดันให้ผู้คนลุกขึ้นมาต่อสู้ 

เมื่อ “ธรรมชาติ” กลายเป็น “ทรัพยากร”

ความเปลี่ยนแปลงสำคัญเกิดขึ้นพร้อมกับการขยายตัวของรัฐสมัยใหม่และระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเข้าสู่พื้นที่ต่างๆ ธรรมชาติถูกนิยามใหม่ให้กลายเป็น “ทรัพยากร” ที่สามารถจำแนก มาตรวัด จัดเขต ควบคุม จัดสรร ให้สัมปทาน อนุรักษ์ หรือนำมาใช้เพื่อการพัฒนาได้  ป่ากลายเป็น “ทรัพยากรป่าไม้” ทะเลกลายเป็น “ทรัพยากรประมง” แร่กลายเป็นทรัพยากรสำหรับอุตสาหกรรม ขณะที่ชายฝั่งอาจถูกนิยามใหม่ให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยว ท่าเรือ นิคมอุตสาหกรรม หรือโครงสร้างพื้นฐาน 

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนวิธีใช้ธรรมชาติ แต่คือ การเปลี่ยนอำนาจในการนิยามธรรมชาติ

รัฐ ทุน และชุมชนอาจยืนอยู่ต่อหน้าพื้นที่เดียวกัน แต่กลับมองเห็นสิ่งที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง พื้นที่ซึ่งรัฐมองว่าเป็นทรัพยากรสำหรับการพัฒนา อาจเป็นฐานชีวิตของชุมชน สิ่งที่ทุนมองเห็นเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ อาจเป็นความมั่นคงของชีวิตสำหรับผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น  ความขัดแย้งด้านสิ่งแวดล้อมจึงมิใช่เพียงความขัดแย้งว่า “ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์” หากลึกลงไปกว่านั้น มันคือ ความขัดแย้งระหว่างระบอบการให้คุณค่าแก่ธรรมชาติที่แตกต่างกัน และท้ายที่สุดจึงนำไปสู่คำถามทางการเมืองว่า ใครมีสิทธิเข้าถึง ใครมีสิทธิจัดการ และใครมีอำนาจกำหนดว่าทรัพยากรนั้นควรถูกใช้เพื่ออะไร 

                                                                  

      จากความทุกข์ของชาวบ้านสู่ “ปัญหาสิ่งแวดล้อม”

เมื่อผลกระทบจากกระบวนการพัฒนาขยายตัว ปัญหาที่เคยดูเหมือนแยกขาดจากกัน ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ เหมือง เขื่อน ประมงพาณิชย์ โรงงาน มลพิษ การเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง หรือโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เริ่มถูกเชื่อมโยงเข้าหากันภายใต้ความหมายใหม่ที่เรียกว่า “ปัญหาสิ่งแวดล้อม”

การเกิดขึ้นของคำว่า “สิ่งแวดล้อม” จึงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง เพราะมันทำให้สิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียง “ความเดือดร้อนของชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง” ถูกยกระดับขึ้นมาเป็น ปัญหาสาธารณะของสังคม  และเมื่อความหมายของปัญหาเปลี่ยน ผู้กระทำการก็เปลี่ยนตามไปด้วย

ชาวบ้านหนึ่งชุมชนได้เชื่อมกับชุมชนอื่น ชุมชนเริ่มเชื่อมเป็นเครือข่าย เครือข่ายชาวบ้านเชื่อมต่อกับนักพัฒนาเอกชน  นักวิชาการ นักกฎหมาย สื่อ และองค์กรสาธารณะ พร้อมกันไปกับการเชื่อมต่อเครือข่ายที่กว้างขวางขึ้น  ความรู้จากประสบการณ์ชีวิตก็เริ่มเชื่อมต่อกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ นิเวศวิทยา กฎหมาย และนโยบาย จนก่อเกิดพื้นที่ใหม่ที่เรียกว่า “ประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อม” 

หากพิจารณาการเชื่อมต่อเครือข่ายทำให้เกิด “ พื้นที่ใหม่” ขึ้นมาทำให้ต้องกลับมาคิดใหม่เกี่ยวกับแนวคิดเรื่อง ทุนทางสังคม (social capital) ประชาสังคมไม่ได้เป็น “ทุน” ที่มีอยู่ก่อนแล้วและรอให้ผู้คนนำออกมาใช้เมื่อต้องเผชิญปัญหา ตรงกันข้าม ประสบการณ์ของการต่อสู้ต่างหากที่สร้างความสัมพันธ์ สร้างเครือข่าย สร้างความไว้วางใจ สร้างการเรียนรู้ และสร้างความหมายร่วมกัน   ดังนั้น ไม่ใช่เพียงทุนทางสังคมทำให้การเคลื่อนไหวเกิดขึ้น แต่ การเคลื่อนไหวเองก็สร้างสิ่งที่เราเรียกในภายหลังว่าทุนทางสังคมขึ้นมาด้วย 

การมองจากความเปลี่ยนแปลงสำคัญนี้จะทำให้เราเข้าใจ “ภาคประชาชน” ได้ว่า ภาคประชาชนไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติ หากถูกสร้างขึ้นผ่านประสบการณ์การต่อสู้ร่วมกับของประชาชน/พลเมืองหลากเครือข่าย

            จาก “ผู้ได้รับผลกระทบ” สู่ “ผู้ทรงสิทธิ”

เมื่อแนวคิดเรื่องประชาธิปไตย สิทธิชุมชน การมีส่วนร่วม การกระจายอำนาจ และสิทธิในการจัดการทรัพยากรขยายตัว ความหมายของการเคลื่อนไหวก็เปลี่ยนไปอีกครั้งหนึ่ง  ประชาชนไม่ได้เรียกร้องเพียงให้รัฐเข้ามา “แก้ปัญหา” หรือเรียกร้องให้ทุน “ชดเชยผลกระทบ” แต่เริ่มย้อนกลับไปตั้งคำถามถึง กระบวนการตัดสินใจที่ทำให้ปัญหานั้นเกิดขึ้นตั้งแต่แรก

คำถามหลักของภาคประชาชนจึงเปลี่ยนจากโครงการนี้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยเพียงใด” มาสู่ “ใครเป็นผู้มีอำนาจตัดสินว่าโครงการนี้ควรเกิดขึ้นหรือไม่ และเหตุใดคนที่ต้องอยู่กับผลของการตัดสินใจจึงไม่มีอำนาจร่วมในการตัดสินใจ”  ความเปลี่ยนแปลงนี้สำคัญมาก เพราะประชาชน/พลเมืองกำลังเปลี่ยนสถานะของตนเองจาก “ผู้ได้รับผลกระทบ” หรือ “ผู้มีส่วนได้เสีย” ไปเป็น ผู้ทรงสิทธิและผู้มีสิทธิร่วมกำหนด

ความรู้ของชุมชนจึงไม่ได้ถูกนำเสนอเพียงเพื่อขอให้รัฐ “รับฟัง” แต่ถูกเสนอในฐานะความรู้ที่มีความชอบธรรมในการร่วมกำหนดนโยบาย การเมืองเรื่องสิ่งแวดล้อมจึงค่อยๆ เปลี่ยนจากการเมืองเรื่องการจัดการทรัพยากร ไปเป็น การเมืองของการจัดสรรอำนาจในการตัดสินใจ 

              จากการต่อต้านสู่การสร้างอนาคตทางเลือก

การเปลี่ยนแปลงทางสังคมยังไม่สิ้นสุด  และยังคงเคลื่อนเป็น “กระบวนการ”ทางสังคมที่สำคัญมากขึ้น เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่กับพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน ความหลากหลายทางชีวภาพ เมือง การท่องเที่ยวและโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ทำให้ปัญหาระดับท้องถิ่นเชื่อมโยงกับกระบวนการระดับชาติและระดับโลกอย่างแนบแน่นขึ้น

ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ การเมืองที่หยุดอยู่เพียงการ “คัดค้าน” เริ่มเผชิญข้อจำกัด

การบอกว่าไม่เอาโรงไฟฟ้า ไม่เอาเหมือง ไม่เอาท่าเรือ หรือไม่เอานิคมอุตสาหกรรม ยังไม่สามารถตอบคำถามที่สำคัญกว่าได้ว่า แล้วเราต้องการสังคมแบบใด เศรษฐกิจแบบใด ระบบพลังงานแบบใด และพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่ควรมีอนาคตอย่างไร  การเคลื่อนไหวจึงจำเป็นต้องขยับจากการเมืองของการต่อต้าน  ( Politics of Resistance ) มาสู่การสร้างกรอบคิดของ การเมืองของการสร้างอนาคตทางเลือก  (Politics of Alternative Futures )

ความหมายของ “สิ่งแวดล้อม”ได้ เปลี่ยนไป  จากสิ่งที่มนุษย์จะต้อง “อนุรักษ์” หรือ “รักษา” ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า มนุษย์จะสามารถมีชีวิตที่ดีร่วมกันต่อไปในอนาคตได้อย่างไร  

 อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ไม่ควรถูกเข้าใจว่าเป็น “ห้าขั้นของพัฒนาการ” ที่เรียงต่อกันอย่างเป็นเส้นตรง จากฐานชีวิต  ทรัพยากร  สิ่งแวดล้อม  สิทธิ   อนาคตร่วมกัน   เพราะความหมายเหล่านี้ไม่ได้แทนที่กัน หากสะสม ซ้อนทับ ขัดแย้ง และถูกนำกลับมาใช้ใหม่ตลอดเวลา  ชาวประมงที่ต่อสู้กับโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในวันนี้สามารถกล่าวได้พร้อมกันว่า ทะเลคือที่ทำกินของเรา ทรัพยากรไม่ควรถูกผูกขาด ระบบนิเวศกำลังถูกทำลาย ชุมชนต้องมีสิทธิร่วมตัดสินใจ และเราต้องรักษาทะเลเอาไว้ให้คนรุ่นต่อไป

ประวัติศาสตร์ของความหมาย “สิ่งแวดล้อม” กับประวัติศาสตร์ของการเคลื่อนไหวของประชาชนจึงไม่ใช่ประวัติศาสตร์สองมิติ หากเป็นประวัติศาสตร์เดียวกัน

จาก “สิทธิที่จะพูด” สู่ “อำนาจที่จะกำหนด”

หากเรามองกลับมายังปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่า ภาคประชาชนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ผู้กระทำการหลากหลายขึ้น เครือข่ายกว้างขึ้น ความรู้ซับซ้อนขึ้น ภาษาของสิทธิเข้มแข็งขึ้น และพื้นที่สำหรับการมีส่วนร่วมเพิ่มมากขึ้น  แต่คำถามที่สำคัญกว่าคำถามว่า “ภาคประชาชนเข้มแข็งขึ้นหรือไม่” คือ

ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ได้เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจในการกำหนดอนาคตของพื้นที่หรือไม่

ประชาชนอาจมีภาษาสำหรับพูดถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มีความรู้ในการต่อรองมากขึ้น และมี “สิทธิที่จะพูด” มากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมี “อำนาจที่จะกำหนด” เพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน เพราะ การมีส่วนร่วมไม่เท่ากับการมีอำนาจร่วม 

นี่เป็นโจทย์สำคัญที่สุดของการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต มิใช่เพียงทำอย่างไรให้รัฐรับฟังประชาชนมากขึ้น แต่คือจะเปลี่ยนโครงสร้างการตัดสินใจอย่างไร เพื่อให้ผู้คนซึ่งต้องดำรงชีวิตอยู่กับผลของการตัดสินใจนั้น มีอำนาจร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเองอย่างแท้จริง  จุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่จะต้องทำให้เกิดขึ้น ก็คือ การทำความเข้าใจว่า “วิชาการ” หรือ “ความรู้” ก็ไม่อาจยืนอยู่นอกปัญหาได้   ความรู้มิใช่เพียงการสะสมข้อมูลปลีกย่อย หากคือการเชื่อมโยงข้อมูลปลีกๆ เหล่านั้นจนทำให้เราเห็นความสัมพันธ์ เห็นความหมาย และที่สำคัญคือ เห็นอำนาจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสิ่งที่ดูเหมือนเป็นปัญหาเฉพาะเรื่อง

ความเปลี่ยนแปลงของความหมาย “สิ่งแวดล้อม” จึงเป็นความเปลี่ยนแปลงของความรู้ที่เราใช้ทำความเข้าใจธรรมชาติ และเป็นความรู้ที่ต้องผูกสัมพันธ์ธรรมชาติเข้ากับชีวิตของผู้คน เศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างอำนาจ 

ภารกิจของมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่เพียงการผลิต “ความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม” ให้มากขึ้น หากคือการเปิดพื้นที่ให้เกิด ความรู้เพื่อชีวิตและสังคม  ความรู้ที่ช่วยให้เราไม่เพียงเข้าใจว่าโลกที่เราอาศัยอยู่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไร แต่ช่วยเปิดจินตนาการด้วยว่า

เราทั้งหมดจะร่วมกันสร้างโลกแบบใด เพื่อให้มนุษย์สามารถมีชีวิตที่ดีร่วมกันได้ในอนาคต

.....................................................................

บทความ : ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์