Black Ribbon Top Right
ก้าวสู่ปีที่ 59 ม.ทักษิณ ปักหมุดอนาคต พลิกโฉมการศึกษา ขับเคลื่อนนวัตกรรมสังคม สู่คุณภาพใหม่ของการเติบโต
ฟังด้วยเสียง
0:00 / 0:00

ก้าวสู่ปีที่ 59 ม.ทักษิณ ปักหมุดอนาคต พลิกโฉมการศึกษา ขับเคลื่อนนวัตกรรมสังคม สู่คุณภาพใหม่ของการเติบโต

19 ต.ค. 69 11

บนเส้นทางการพัฒนาที่สั่งสมมายาวนาน มหาวิทยาลัยทักษิณกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 59 พร้อมวางทิศทางอนาคตครั้งสำคัญ มุ่งยกระดับการศึกษาให้ตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนแปลง สร้างงานวิจัยและนวัตกรรมที่สร้างคุณค่าให้กับสังคม เสริมความมั่นคงทางการเงิน และใช้ศักยภาพทางวิชาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและชุมชน ควบคู่กับการขยายการยอมรับในระดับนานาชาติ เพื่อก้าวสู่มหาวิทยาลัยที่สร้างคน สร้างองค์ความรู้ และสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

การก้าวเข้าสู่ปีที่ 59 ไม่ได้เป็นเพียงหมุดหมายของระยะเวลาการก่อตั้ง แต่เป็นอีกช่วงเวลาสำคัญในการกำหนดทิศทางว่า มหาวิทยาลัยทักษิณจะเติบโตไปในรูปแบบใด และจะสร้างคุณค่าให้กับนิสิต ชุมชน สังคม และประเทศได้อย่างไร ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม และความต้องการกำลังคนในอนาคต

มหาวิทยาลัยจึงเดินหน้าพัฒนาบนหลายมิติที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่การปรับโฉมการศึกษา การเพิ่มขีดความสามารถด้านวิจัยและนวัตกรรม การสร้างความมั่นคงทางการเงิน ไปจนถึงการใช้ทุนทางพื้นที่ขับเคลื่อนการพัฒนา พร้อมยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานสู่ระดับสากล

เปลี่ยนการเรียนรู้ สร้างบัณฑิตที่มีคุณค่าในโลกอนาคต

โจทย์สำคัญของมหาวิทยาลัยในวันนี้ไม่ใช่เพียงการผลิตบัณฑิตให้สำเร็จการศึกษา แต่คือการสร้างคนที่มีสมรรถนะตรงกับความต้องการของโลกการทำงาน สามารถปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง และนำความรู้ไปสร้างคุณค่าให้กับสังคมได้จริง

มหาวิทยาลัยทักษิณจึงเดินหน้าปรับกระบวนทัศน์การจัดการศึกษา ภายใต้แนวคิด “หลักสูตรคือเส้นเลือดหลัก นิสิตคือหัวใจ” มุ่งเปลี่ยนจากการจัดการศึกษาที่เน้นเนื้อหาไปสู่การพัฒนาสมรรถนะและทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 พร้อมวางแผนเปิดหลักสูตรใหม่ 28 หลักสูตรในช่วงปี 2566–2570 ให้สอดรับกับ 12 New S-Curve และทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลก

หลักสูตรด้านวิศวกรรมโลจิสติกส์ วิศวกรรมชีวการแพทย์ โภชนศาสตร์และการกำหนดอาหาร กายภาพบำบัด ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ ตลอดจนแพทยศาสตรศึกษาและกิจกรรมบำบัด เป็นส่วนหนึ่งของการขยายโอกาสการเรียนรู้ไปสู่สาขาที่มีความต้องการเฉพาะทางเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยมุ่งยกระดับคุณภาพหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนา ควบรวม หรือยกเลิกหลักสูตรที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

เป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มโอกาสการมีงานทำของบัณฑิตปริญญาตรีให้มากกว่าร้อยละ 80 และเงินเดือนแรกบรรจุสูงกว่าเงินเดือนตามประกาศ ก.พ./ข้าราชการ สะท้อนทิศทางการจัดการศึกษาที่ต้องการให้ความสำเร็จของมหาวิทยาลัยเชื่อมโยงกับอนาคตและคุณภาพชีวิตของผู้เรียนอย่างแท้จริง

ขยายโอกาสการศึกษา เติบโตจากพื้นที่สู่ระดับนานาชาติ

การเติบโตของมหาวิทยาลัยไม่ได้วัดเพียงจำนวนหลักสูตร แต่ยังรวมถึงความสามารถในการเข้าถึงผู้เรียนที่หลากหลายและการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เปิดกว้างมากขึ้น

จากข้อมูลที่มหาวิทยาลัยรวบรวม จำนวนนิสิตรวมเพิ่มจาก 15,429 คน ในปีการศึกษา 2565 และมีเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 22,366 คน ในปีการศึกษา 2569 หรือเติบโตประมาณร้อยละ 45 โดยวิทยาเขตพัทลุงเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญที่มีอัตราการเติบโตของนิสิตโดดเด่น

นอกจากการขยายฐานผู้เรียนในประเทศ มหาวิทยาลัยยังให้ความสำคัญกับการดึงดูดนิสิตจากต่างภูมิภาคและต่างประเทศ โดยมีนิสิตจากภูมิภาคอื่นจำนวน 846 คน และนิสิตต่างชาติ 85 คน จาก 14 ประเทศ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนโอกาสในการพัฒนาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่หลากหลาย ตลอดจนการขยายเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการให้กว้างไกลยิ่งขึ้น

ทิศทางต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนนิสิต แต่คือการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีคุณภาพ รองรับผู้เรียนที่มีความแตกต่าง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของมหาวิทยาลัยในระยะยาว

ใช้งานวิจัยสร้างมูลค่า เชื่อมองค์ความรู้กับเศรษฐกิจและสังคม

อีกหนึ่งทิศทางสำคัญคือการยกระดับบทบาทมหาวิทยาลัยจากแหล่งสร้างองค์ความรู้ ไปสู่การเป็นกลไกที่นำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในภาคเศรษฐกิจ ชุมชน และสังคม

ข้อมูลการดำเนินงานสะท้อนการขยายตัวของทุนวิจัยจากแหล่งทุนภายนอก จาก 78 ล้านบาทในปี 2563 เป็น 130 ล้านบาทในปีการศึกษา 2568 ขณะที่รายได้จากบริการวิชาการเพิ่มจาก 53.17 ล้านบาทในปี 2566 เป็น 112.98 ล้านบาทในปี 2568 สะท้อนโอกาสในการต่อยอดความเชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยไปสู่ความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ

ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยตั้งเป้าผลงานตีพิมพ์ในฐานข้อมูล Scopus/SciVal จำนวน 200 เรื่องในปี 2569 เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการวิจัยและขยายการยอมรับในระดับนานาชาติ

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของการพัฒนางานวิจัยไม่ได้อยู่ที่จำนวนผลงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่ความสามารถในการต่อยอดองค์ความรู้สู่การแก้ปัญหา การสร้างนวัตกรรม การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก และการสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้ให้กับผู้คนในพื้นที่ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่มหาวิทยาลัยจะใช้ความเข้มแข็งทางวิชาการสร้างความแตกต่างให้กับสังคม

สร้างความมั่นคงทางการเงิน เพิ่มศักยภาพการพึ่งพาตนเอง

การเดินหน้าสู่เป้าหมายระยะยาวจำเป็นต้องมีระบบบริหารจัดการที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการลงทุนด้านการศึกษา การวิจัย และการพัฒนามหาวิทยาลัย

ในปีงบประมาณ 2569 มหาวิทยาลัยทักษิณคาดการณ์ว่าสัดส่วนเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 51.5 หรือ 1,283.51 ล้านบาท ขณะที่เงินแผ่นดินอยู่ที่ร้อยละ 48.5 หรือ 1,209.47 ล้านบาท หากเป็นไปตามประมาณการ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เงินรายได้ของมหาวิทยาลัยมีสัดส่วนสูงกว่าเงินแผ่นดินเป็นครั้งแรก

การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนความสำคัญของการเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้จากภารกิจต่าง ๆ ทั้งการศึกษา งานวิจัย และบริการวิชาการ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการและสร้างโอกาสในการลงทุนพัฒนามหาวิทยาลัยในอนาคต ทั้งนี้ การพึ่งพาตนเองทางการเงินต้องดำเนินควบคู่กับการรักษาคุณภาพการศึกษาและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

ใช้ทุนทางพื้นที่ สร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน

ด้วยรากฐานความเชื่อมโยงกับพื้นที่ภาคใต้ มหาวิทยาลัยทักษิณมุ่งใช้ศักยภาพทางวิชาการ วัฒนธรรม และทรัพยากรท้องถิ่นเป็นต้นทุนในการขับเคลื่อนการพัฒนา โดยมองบทบาทมหาวิทยาลัยให้กว้างกว่ารั้วสถาบันการศึกษา

หนึ่งในโครงการสำคัญคือการพัฒนา Wetland Ecology Park บนพื้นที่ 188 ไร่ ในอำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ด้วยงบประมาณที่วางแผนไว้ 75.33 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเป็นอุทยานการท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยเชื่อมโยงการเรียนรู้ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และโอกาสทางเศรษฐกิจของชุมชนเข้าด้วยกัน

ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยยังมุ่งผลักดัน Soft Power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านกลไกด้านวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สถาบันทักษิณคดีศึกษา และสถาบันส่งเสริมการบริการวิชาการ เพื่อเพิ่มโอกาสในการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม

ทิศทางดังกล่าวสะท้อนความตั้งใจที่จะใช้ความรู้และนวัตกรรมเป็นเครื่องมือพัฒนาพื้นที่ พร้อมสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการรักษาทรัพยากรและอัตลักษณ์ของท้องถิ่น

จากความก้าวหน้าขององค์กร สู่การยอมรับในเวทีโลก

การขยายบทบาทสู่ระดับนานาชาติเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญ โดยข้อมูลที่มหาวิทยาลัยรวบรวมระบุว่า จำนวนสถาบันจัดอันดับระดับนานาชาติที่มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับเพิ่มจาก 2 สถาบันในปี 2023 เป็น 11 สถาบันในปี 2026

ในด้านความยั่งยืน มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับ THE Sustainability Impact Ratings 2026 อยู่ในอันดับ 11 ของประเทศไทย และอันดับ 401–600 ของโลก พร้อมติดอันดับ 79 ของโลกใน SDG 14 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังปรากฏชื่อใน QS World University Rankings Asia และ SCImago Institutions Rankings ตามข้อมูลการจัดอันดับที่มหาวิทยาลัยรวบรวมไว้

การยอมรับเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการสะท้อนพัฒนาการของมหาวิทยาลัยในมิติการศึกษา งานวิจัย และความยั่งยืน แต่เป้าหมายที่สำคัญกว่าการขยับอันดับ คือการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการดำเนินงานให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลอย่างต่อเนื่อง

มุ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่สร้างคน สร้างความรู้ และสร้างการเปลี่ยนแปลง

ทิศทางการพัฒนามหาวิทยาลัยทักษิณจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเติบโตของตัวเลขหรือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร แต่เป็นการวางรากฐานมหาวิทยาลัยให้พร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลง ทั้งการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ การสร้างงานวิจัยที่ตอบโจทย์สังคม การบริหารจัดการที่เข้มแข็ง และการใช้ศักยภาพของมหาวิทยาลัยร่วมพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน

เป้าหมายในระยะต่อไปคือการทำให้มหาวิทยาลัยเป็นมากกว่าสถานที่จัดการศึกษา แต่เป็นพื้นที่สร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ เป็นแหล่งพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรม และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงระดับนานาชาติ

เพราะความสำเร็จของมหาวิทยาลัยในอนาคต ไม่ได้วัดเพียงว่ามหาวิทยาลัยเติบโตขึ้นมากเพียงใด แต่ยังวัดจากการเติบโตนั้นสร้างคุณค่าและเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนได้มากแค่ไหน

................................................

ข่าว : งานสื่อสารองค์กร มหาวิทยลัยทักษิณ